- 8 สิงหาคม 2022
- ประกันภัยรถยนต์, ข้อสอบนายหน้า, ข้อสอบนายหน้าประกันภัย, ความรู้ประกันภัย
- 6492 Views
บ้านประกันภัย.com
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสัญญาประกันภัย และแนวข้อสอบวินาศภัย มีความหมายว่าอย่างไร
ตาม ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสัญญาประกันภัย ความหมายของคำว่า ความหมายของคำว่า " สัญญาประกันภัย มาตรา 861 บัญญัติว่า"อันสัญญาประกันภัยนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกองจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตสั่งได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย"
สารบัญ
จากหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสัญญาประกันภัยมาตรา 861 สามารถแยกสาระสำคัญของสัญญาประกันภัยได้ดังนี้
สัญญาประกันภัยเป็นเอกเทศสัญญาชนิดหนึ่ง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสัญญาประกันภัย บรรพ 3 ลักษณะ 20 เรียกว่า “สัญญาประกันภัย” โดยมีบทบัญญัติพิเศษที่แตกต่างไปจากสัญญาทั่วไปบ้างแต่ยังคงยึดหลักทั่วไปของนิติกรรมสัญญาเอาไว้ สัญญาประกันภัยนั้นหากไม่มีบทบัญญัติเฉพาะดังกล่าวไว้ในลักษณะ 20 แล้ว ก็ให้บังคับตามบทบัญญัติทั่วไปในเรื่องนิติกรรมสัญญา ตามบรรพ ๑ และบรรพ 2 ได้แยกสาระสำคัญของสัญญาประกันภัย ดังนี้
- สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาสองฝ่าย
- คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน ในกรมีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในเหตุอย่างอื่นในอนาคต ลั่งได้ระบุไว้ในสัญญา
- คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ดกลงจะส่งเงินเบี้ยประกันภัยให้แก่คู่สัญญาฝ่ายแรก และ
- ผู้เอาประกันภัย จะต้องมีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัย มิฉะนั้นสัญญาประกันภัยจะไม่มีผลผูกพันคู่สัญญาแต่ประการใด ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 863 อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุ ที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด )
ลักษณะของสัญญาทั่วไป ของสัญญาทั่วไป
- สัญญาทั่วไปที่เกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาต้องตรงกันของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป กล่าวคือ ต้องมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาทำคำเสนอไปยังคู่สัญญาฝ้ายที่สอง เมื่อคู่สัญญาฝ่ายที่ สองตอบรับคำเสนอนั้นด้วยเมื่อมี คำสนองแล้ว สัญญาก็เกิดขึ้นเนื่องจากการแสดงเจตนาคำเสนอคำสนองต้องตรงกัน
- คู่สัญญาต้องมีความสามารถในการทำสัญญาตามกฎหมาย
- สัญญานั้นต้องมีวัตถุประสงค์ที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย
ข้อกำหนดทั่วไปของสัญญาประกันภัยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสัญญาประกันภัย
กรมธรรม์ประกันภัยโดยทั่วไปจะอยู่บนรากฐานของตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสัญญาประกันภัย ความหมายของคำว่า เพื่อที่จะให้มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย สัญญาประกันภัยจะต้องครบตามข้อกำหนด 5 ประการต่อไปนี้
- คำเสนอ หรือการเสนอ และคำสนอง หรือการสนอง
- สิ่งตอบแทน
- คู่สัญญามีความสามารถตามกฎหมาย
- วัตถุประสงค์ถูกกฎหมาย
- แบบฟอร์มถูกกฎหมาย
1. คำเสนอ หรือการเสนอ และคำสนอง หรือการสนอง
ข้อกำหนดข้อแรกของสัญญาประกันภัยที่สามารถจะบังคับได้ตามกฎหมายจะต้องมีคำเสนอ และคำสนองที่ตรงกันทุกประการ
คำเสนอ (Offer) ผู้ขอเอาประกันภัยเป็นผู้ทำข้อเสนอ ในรูปของ คำขอเอาประกันภัย ผ่านตัวแทน หรือนายหน้าประกันภัย ซึ่งเป็นคนกลางระหว่างผู้ขอเอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัยอาจจะตอบรับหรือปฏิเสธคำขอเอาประกันภัยของผู้ขอเอาประกันภัยก็ได้ การตัดสินใจของผู้รับประกันภัยว่าจะรับ หรือปฏิเสธการรับประกันภัยนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง
สัญญาประกันภัยจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อ คำสนอง (Acceptance) ของผู้รับประกันภัยตรงกับคำเสนอของผู้ขอเอาประกันภัยทุกประการ ถึงแม้ว่าผู้รับประกันภัยยังไม่ได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยก็ตาม ณ จุดนี้ผู้ขอเอาประกันภัยจะมีสถานภาพเป็นผู้เอาประกันภัยทันที
คำขอเอาประกันภัยอาจจะเป็น
- วาจา ผู้ขอเอาประกันภัยโทรศัพท์ติดต่อไปยังบริษัทประกันภัยเพื่อขอเอาประกันภัย เช่น ประกันภัยอุบัติเหตุการเดินทาง ถ้าหากผู้รับประกันภัยตอบตกลงรับประกันภัยแล้วสัญญาประกันภัยก็จะเกิดขึ้นทันทีถึงแม้ว่าผู้รับประกันภัยยังไม่ได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยก็ตาม คำเสนอด้วยวาจานี้มีใช้ในการประกันวินาศภัยบางประเภท (มาตรา 356 คำเสนอทำแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า โดยมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองนั้น เสนอ ณ ที่ใดเวลาใดก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงการที่บุคคลคนหนึ่งทำคำเสนอไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งทางโทรศัพท์ด้วย)
- ทำเป็นหนังสือ คำขอเอาประกันภัยที่ทำเป็นหนังสือ หรือลายลักษณ์อักษรนี้เป็นที่นิยมใช้โดยทั่วไปทั้งการประกันชีวิต และการประกันวินาศภัย
มาตรา 366 ข้อความใด ๆ แห่งสัญญาอันคู่สัญญาแม้เพียงฝ่ายเดียวได้แสดงไว้ว่าเป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันหมดทุกข้อนั้น หากคู่สัญญายังไม่ตกลงกันได้หมดทุกข้ออยู่ตราบใด เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกัน การที่ได้ทำความเข้าใจกันไว้เฉพาะบางสิ่งบางอย่าง ถึงแม้ว่าจะได้จดลงไว้ก็หาเป็นการผูกพันไม่
ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือไซร้ เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ)
2. สิ่งตอบแทน สิ่งตอบแทนเป็นสิ่งมีค่าที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายในสัญญาประกันภัยให้ต่อกัน
2.1 สิ่งตอบแทนของผู้เอาประกันภัย คือ การชำระเบี้ยประกันภัย หรือคำสัญญาว่าจะชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยภายในกำหนด รวมทั้งการตกลงที่ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เช่น การรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้รับประกันภัยโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นต้น
2.2 สิ่งตอบแทนของผู้รับประกันภัย คือ คำสัญญาที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เช่น การชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยไม่ชักช้า การต่อสู้ในคดีแพ่งในนามของผู้เอาประกันภัย เป็นตัน
3. คู่สัญญามีความสามารถตามกฎหมาย ในการทำสัญญาประกันภัยนั้น ผู้ขอเอาประกันภัย และผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นคู่สัญญาจะต้องมีความสามารถตามกฎหมายในการที่จะเข้าผูกพันตามสัญญา กฎหมายเกี่ยวกับความสามารถตามกฎหมายนี้จะเกี่ยวกับผู้เยาว์ และผู้ที่ไร้ความสามารถ ซึ่งสามารถจะแยกออกเป็น
3.1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 19 ผู้เยาว์จะเป็นบุคคลที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีโดยปกติแล้วผู้เยาว์เหล่านี้ไม่สามารถที่จะเข้าผูกพันตามสัญญาประกันภัยได้อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็มีข้อยกเว้นไว้บางประการ เช่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 20 ผู้เยาว์ที่ได้สมรสเมื่ออายุ 17 ปี จะพ้นจากสภาพการเป็นผู้เยาว์ และมีความสามารถที่จะเข้าผูกพันตามสัญญาประกันภัย หรือว่าเป็นการกระทำเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง เป็นการที่ต้องทำเองเฉพาะตัว หรือเป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตน และเป็นการอันจำเป็นเพื่อเลี้ยงชีพตามสมควร
3.2 สำหรับบุคคลที่ไร้ความสามารถ เช่น คนวิกลจริต ถึงขนาดที่ไม่มีทางดูแลตัวเอง หรือผลประโยชน์ของตัวเองได้เลย ซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามคำร้องขอของคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครองผู้พิทักษ์ ผู้ดูแลรักษาทั่วไป หรือพนักงานอัยการ ถือเป็นผู้ไม่มีความสามารถตามกฎหมายที่จะเข้าผูกพันตามสัญญาประกันภัย
4. วัตถุประสงค์ถูกกฎหมาย สัญญาประกันภัยซึ่งกระตุ้น หรือส่งเสริมการกระทำบางอย่างที่ผิดกฎหมาย หรือศีลธรรมไม่สามารถจะบังคับได้ตามกฎหมาย เช่น ผู้รับประกันภัยไม่สามารถจะคุ้มครองความเสียหายทางการเงินของบุคคลที่ค้ายาเสพติดเมื่อยาเสพติดเหล่านั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึด และทำลาย ตลอดจนทรัพย์สินอื่นที่ถูกยึดเป็นของแผ่นดิน เป็นต้น
5. แบบฟอร์มถูกกฎหมาย (Legal Form)
โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีข้อกำหนดว่าสัญญาประกันภัยจะต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร
ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 ว่าการที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้นั้นสัญญาประกันภัยนั้นจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่รับผิดเพื่อการฟ้องร้องบังคับคดี โดยที่กฎหมายบังคับให้ผู้รับประกันภัยต้องส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยที่มีเนื้อความถูกต้องตามสัญญาให้แก่ผู้เอาประกันภัย และมีรายการดังต่อไปนี้
- วัตถุที่เอาประกันภัย
- ภัยใดซึ่งผู้รับประกันภัยรับเสี่ยง
- ราคาแห่งมูลประกันภัยถ้าหากได้กำหนดกันไว้
- จำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย
- จำนวนเบี้ยประกันภัย และวิธีส่งเบี้ยประกันภัย
- ถ้าหากสัญญาประกันภัยมีกำหนดเวลา ต้องลงเวลาเริ่มต้น และเวลาสิ้นสุดไว้ด้วย
- ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับประกันภัย
- ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้เอาประกันภัย. ชื่อของผู้รับประโยชน์ ถ้าจะพึงมี
- วันทำสัญญาประกันภัย
- สถานที่ และวันที่ได้ทำกรมธรรม์ประกันภัย
แบบ และเนื้อหาของกรมธรรม์ประกันภัยทุกฉบับที่จำหน่ายในประเทศไทย จะต้องได้รับการพิจารณา และอนุมัติจากเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะนายทะเบียนประกันภัย
ข้อความที่อาจจะมีระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย นอกเหนือจากรายการที่กฎหมายบังคับให้มีแล้วส่วนมากจะเป็นข้อความที่กำหนดทำนองเป็นเงื่อนไข
ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 จำพวก คือ
- ข้อความเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ( ตาม ป.พ.พ.มาตรา183วรรคแรก )
- ข้อความเป็นเงื่อนไขบังคับหลัง ( ตาม ป.พ.พ.มาตรา 186วรรคสอง )
- ข้อความเป็นเงื่อนไขจำกัดความรับผิดของผู้รับประกันภัยข้อความทำนองนี้ จะปรากฏอยู่มากในกรมธรรม์ประกันภัยเนื่องจากผู้รับประกันภัยเป็นผู้กำหนดกรมธรรม์ในรายละเอียดต่าง ๆจึงย่อมจะต้องหาทางจำกัดความรับผิดของตนให้มากที่สุด
ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาเกี่ยวกับเงื่อนไขจำกัดความรับผิด :
คำพิพากษาฎีกาที่ 738 – 739 / 2474 . 377 /2479 , 914-927 / 2513 . 10๐๖/2518 , 2793 / 2524 , 2179/ 2526 , 621/ 2527,, 904/ 2527,548/ 2535
- ข้อความที่กำหนดให้มีการตั้งอนุญาโตตุลาการ อาจมีขึ้นเนื่องจากวัตถุประสงค์ของบริษัทผู้รับประกันภัย ที่ไม่ต้องการจะให้บริษัทต้องถูกฟ้องยังศาลโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจทำให้มีผลเสียต่อชื่อเสียงของบริษัทได้ อีกทั้งสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย
ลักษณะพิเศษตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสัญญาประกันภัย ความหมายของคำว่า ทางกฎหมายของสัญญาประกันภัย
- สัญญาทางแพ่ง
- สัญญาต่างตอบแทนระหว่างเบี้ยประกันภัยและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
- สัญญาที่ต้องมีการรับผิดต่อบุคคลภายนอก
- สัญญาที่ต้องอาศัยหลักสุจริตต่อกันอย่างยิ่ง
- ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือซื่อฝ่ายเดียวที่ต้องรับผิดจึงฟ้องร้องได้
- สัญญาสมบูรณ์เมื่อมี “คำเสนอ” และ “สนอง”
- เป็นสัญญาสำเร็จรูป
แม้ว่าสัญญาประกันภัยจะมีลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปคล้ายสัญญาชนิดอื่นก็ตาม แต่เนื่องจากสัญญาประกันภัยเป็นสัญญาในทางการค้า จึงมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวอยู่หลายประการ คือ
1. เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โดยอาศัยคำเสนอ และคำสนองต้องตรงกันเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยหลักฐาน หรือเอกสารอื่นใดอีก จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นสัญญาปากเปล่าที่สำเร็จลงได้โดยการตกลงกันด้วยวาจาเท่านั้น การที่ผู้รับประกันภัยต้องออกกรมธรรม์ประกันภัยให้ผู้เอาประกันภัยนั้นเป็นเพียงการออกหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อแสดงว่าได้มีการทำสัญญาประกันภัย ซึ่งมีข้อความเช่นเดียวกับที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยนั่นเอง ดังนั้น กรมธรรม์ประกันภัยจึงไม่ใช่สัญญาประกันภัย แต่สัญญาประกันภัยเป็นที่มาของกรมธรรม์ประกันภัย
2. เป็นสัญญาที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ สำหรับสัญญาประกันภัยที่เกิดขึ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายด้วยวาจานั้น แม้จะเป็นสัญญาประกันภัยที่สมบูรณ์กันตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อจะต้องฟ้องร้องบังคับคดีกันแล้ว กฎหมายบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อของตัวแทนฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ คำว่าหลักฐานเป็นหนังสือนั้นหมายถึงการจัดทำข้อความ ใด ( ลงในเอกสารเพื่อให้เกิดความหมายว่าได้มีการทำสัญญาประกันภัยขึ้นไว้หากผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายที่ทำขึ้นไว้ ผู้รับประกันภัยก็สามารถใช้หลักฐานเป็นหนังสือนั้นฟ้องร้องบังคับคดี เช่น เรียกร้องเบี้ยประกันภัยได้ แต่ถ้าหากฝ่ายผู้รับประกันภัยทำขึ้นไว้เป็นกรมธรรม์ประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็สามารถใช้หลักฐานเป็นหนังสือนั้นฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยได้
3. เป็นสัญญาต่างตอบแทน ในสัญญาประกันภัยนั้นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้ และลูกหนี้ตอบแทนกัน ผู้เอาประกันภัยเป็นลูกหนี้ในค่าเบี้ยประกันภัยค้างชำระ แต่เป็นเจ้าหนี้ในค่าสินไหมทดแทนหากเกิดวินาศภัยตามสัญญาขึ้น ส่วนผู้รับประกันภัยเป็นเจ้าหนี้ในค่าเบี้ยประกันภัยค้างรับ แต่เป็นลูกหนี้ในค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยนั้นหากมีวินาศภัยเกิดขึ้นตามสัญญา ฉะนั้น การที่ผู้เอาประกันภัย และผู้รับประกันภัยต่างฝ่ายต่างมีหนี้ต่อกันเช่นนี้จึงเรียกว่าสัญญาประกันภัยเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ของตน หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369) เช่น ผู้รับประกันภัยอาจจะยังไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย จนกว่าผู้เอาประกันภัยจะชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ค้างชำระนั้นให้แก่ผู้รับประกันภัยได้
4. เป็นสัญญาที่มีค่าตอบแทนไม่เท่าเทียมกัน โดยปกติแล้วสัญญาต่างตอบแทนส่วนใหญ่จะเป็นสัญญาที่มีค่าตอบแทนด้วย หรือในทางกลับกัน สัญญาที่มีค่าตอบแทนมักจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นทุกกรณี สัญญาที่มีค่าตอบแทนนั้นหมายถึงสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินเป็นการแลกเปลี่ยนตอบแทนกัน เช่น นาย ก. ขายรถยนต์ให้ นาย ข. นาย ก. ย่อมได้เงินค่าราคารถยนต์เป็นประโยชน์แก่ตน ส่วน นาย ข. ก็ได้รถยนต์คันนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สิน ฉะนั้น สัญญาซื้อขายจึงเป็นสัญญาที่มีค่าตอบแทน เพราะทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สิน แต่สำหรับสัญญาประกันภัยนั้นมีลักษณะพิเศษกว่าสัญญาที่มีค่าตอบแทนโดยทั่วไป คือ สัญญาที่มีค่าตอบแทนโดยทั่ว ๆ ไปมักจะมีค่าตอบแทนที่เสมอกัน หรือเท่าเทียมกัน เพราะคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนไม่ให้เสียเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ผู้ซื้อรถยนต์ก็ต้องเจรจาราคารถให้เหมาะสมกับราคาตลาด ผู้ขายรถยนต์ก็ต้องระมัดระวังที่จะไม่ขายรถต่ำกว่าราคาตลาดจนขาดทุน ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าสัญญาที่มีค่าตอบแทนโดยทั่ว ๆ ไปจะมีค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน หรือเสมอเหมือนใกล้เคียงกัน แต่ในสัญญาประกันภัยนั้น ผู้เอาประกันภัยชำระค่าเบี้ยประกันภัยเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนเงินเอาประกันภัย แต่เมื่อเกิดวินาศภัยตามสัญญาขึ้นผู้รับประกันภัยต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยตอบแทนผู้เอาประกันภัย ซึ่งมีค่าในทางทรัพย์สินสูงกว่าค่าเบี้ยประกันภัยมาก เช่น ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 1 ต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 30,000 บาทต่อปีในขณะที่ผู้รับประกันภัยต้องคุ้มครองรถคันนั้นในกรณีประสบอุบัติเหตุ หรือถูกโจรกรรมในจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงถึง 750,000 บาท เป็นต้น
5. เป็นสัญญาเพื่อการเสี่ยงภัย หรือเสี่ยงโชค สัญญาประกันภัยมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสัญญาทั่วไปตรงที่การชำระหนี้ของฝ่ายผู้รับประกันภัยนั้นไม่แน่นอน หรือเป็นการชำระหนี้ที่มีเงื่อนไขว่าจะเกิดวินาศภัยดังที่ระบุไว้ในสัญญาหรือไม่ เป็นเงื่อนไขในการเกิดหนี้ของฝ่ายผู้รับประกันภัย เงื่อนไขดังกล่าวนี้ คือ การเสี่ยงภัยว่าจะเกิดวินาศภัยนั้นขึ้นหรือไม่ ถ้าเกิดภัยขึ้นผู้รับประกันภัยก็ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าไม่เกิดภัยขึ้นผู้รับประกันภัยก็ไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งถือเป็นการเสี่ยงโชคอย่างหนึ่ง วัตถุประสงค์ของสัญญาประกันภัยก็คือการเข้ารับเสี่ยงภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้เอาประกันภัย ฉะนั้น การที่จะมีสัญญาประกันภัยได้ต้องปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยอยู่ในภาวการณ์เสี่ยงภัยในทรัพย์สิน สิทธิ์ หรือประโยชน์ใด I ที่ตนมีอยู่ หรือมีความรับผิดตามกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้เอาประกันภัยจึงจะมีสิทธิ์นำการเสี่ยงภัยนั้นมาให้ผู้รับประกันภัยรับเสี่ยงภัยแทน หากในขณะทำสัญญาประกันภัยนั้นไม่มีการเสี่ยงภัยดังกล่าวเลย หรือภัยนั้นได้หมดไปแล้ว สัญญาประกันภัยก็เกิดขึ้นไม่ได้
6. เป็นสัญญาเพื่อการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าสินไหมทดแทนหมายถึงเงินที่ต้องชดใช้เพื่อทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สิน หรือแก่บุคคลอันเนื่องมาจากการละเมิด หรือการผิดสัญญา รวมทั้งทรัพย์สินที่ต้องคืนให้แก่ผู้เสียหายด้วย การทำสัญญาประกันวินาศภัยนั้นทำขึ้นเพื่อจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ในกรณีที่เกิดวินาศภัยขึ้นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861) ฉะนั้นผู้รับประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อเมื่อเกิดความเสียหายกับทรัพย์สิน สิทธิ์ ประโยชน์ หรือเกิดความรับผิดตามกฎหมายกับผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์แล้วแต่กรณี หากปรากฏว่าผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ไม่ได้รับความเสียหายจากวินาศภัยดังที่ระบุไว้ในสัญญาประกันภัยแล้ว ผู้รับประกันภัยก็ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย ส่วนจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่จะชดใช้ให้นั้นต้องเป็นไปตามความเสียหายที่แท้จริง ซึ่งจะต้องตีราคาแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้น ณ สถานที่ และในเวลาที่เกิดวินาศภัย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877)
7. เป็นสัญญาที่อาศัยเหตุในอนาคตอันไม่แน่นอน เนื่องจากสัญญาประกันภัยเป็นสัญญาเสี่ยงภัย หรือเสี่ยงโชคดังกล่าวมาแล้วข้างต้น การชำระหนี้ของฝ่ายผู้รับประกันภัยจำต้องอาศัยเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคตอันไม่แน่นอนเป็นปัจจัยในการกำหนดหนี้ของผู้รับประกันภัย ซึ่งคล้ายกับเงื่อนไขในนิติกรรม วินาศภัยที่จะกำหนดไว้ในสัญญาประกันภัยนั้นต้องเป็นวินาศภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต และมีสภาพที่ไม่แน่นอน อาจจะเกิดก็ได้ หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ แต่ถ้าเป็นวินาศภัยที่ต้องเกิดขึ้นเสมอไป เช่น บ้านที่ปลูกไว้บนเกาะแห่งหนึ่งเมื่อถึงหน้ามรสุมแล้วต้องถูกพายุพัดพังไปทุกปีเช่นนี้ ถือว่าภัยอันเกิดจากพายุนั้นเป็นภัยที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน แม้จะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตก็ตาม แต่เมื่อเหตุการณ์นั้นจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นสัญญาเพื่อการเสี่ยงภัยในทางกลับกัน แม้วินาศภัยนั้นจะมีสภาพไม่แน่นอน หากแต่ในวันที่เอาประกันภัย วินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีสภาพเป็นเหตุการณ์ในอนาคตอีกต่อไป ก็ไม่สามารถมาเอาประกันภัยได้ เช่น เจ้าของรถไม่สามารถจะนำรถที่เกิดอุบัติเหตุถูกเฉี่ยวชนได้รับความเสียหายอย่างหนักแล้วมาเอาประกันภัยรถยนต์ได้ หากเจ้าของรถนำรถคันนั้นมาเอาประกันภัยโดยที่ผู้รับประกันภัยไม่ทราบถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นมาก่อน รวมทั้งไม่ได้ทำการตรวจสภาพรถขณะที่เจ้าของรถมาติดต่อขอเอาประกันภัย แต่ผู้รับประกันภัยมาทราบเหตุฉ้อฉลนี้ภายหลัง ผู้รับประกันภัยก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นได้เนื่องจากเป็นอุบัติเหตุที่ได้เกิดขึ้นก่อนที่บริษัทจะตกลงรับประกันภัย
8. เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก สัญญาประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยได้ยกประโยชน์แห่งสัญญานั้นให้บุคคลภายนอกเป็นผู้รับประโยชน์ ผู้เอาประกันภัยจะไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าสินไหมทดแทนหากเกิดวินาศภัยดังที่กำหนดไว้ในสัญญาประกันภัยนั้น การยกประโยชน์ดังกล่าวจะกระทำให้แก่บุคคลใดก็ได้โดยผู้รับประโยชน์ไม่จำเป็นจะต้องมีส่วนได้เสียกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นแต่อย่างใด เพียงขอให้ผู้รับประโยชน์เป็นบุคคล หรือนิติบุคคลที่มีตัวตนตามกฎหมาย และสามารถแสดงเจตนาเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยนั้นได้ก็ถือว่าเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยนั้นโดยถูกต้องแล้ว สัญญาประกันภัยชนิดนี้เรียกว่าสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 374 – 376 เมื่อผู้รับประโยชน์ได้แสดงเจตนาเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยแล้ว ผู้รับประโยชน์สามารถเรียกให้ผู้รับประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยนั้นได้ทันที การแสดงเจตนาเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยนั้นสามารถจะทำเป็นหนังสือ หรือด้วยวาจาก็ได้ แต่ส่วนมากมักจะทำเป็นหนังสือเพื่อจะได้มีเป็นหลักฐานที่ชัดเจน โดยผู้รับประโยชน์อาจจะแสดงเจตนาก่อนที่จะเกิดวินาศภัย หรือภายหลังจากที่เกิดวินาศภัยก็ได้
ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ป.พ.พ.มาตรา 887 “อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ
บุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากผู้รับประกันภัยโดยตรง แต่ค่าสินไหมทดแทนเช่นว่านี้หาอาจจะคิดเกินไปกว่าจำนวนอันผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้ตามสัญญานั้นได้ไม่ ในคดีระหว่างบุคคลผู้ต้องเสียหายกับผู้รับประกันภัยนั้น ท่านให้ผู้ต้องเสียหายเรียกตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาในคดีด้วย
อนึ่ง ผู้รับประกันภัยนั้นแม้จะได้ส่งค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วก็ยังหาหลุดพ้นจากความรับผิดต่อบุคคลผู้ต้องเสียหายนั้นไม่ เว้นแต่ตนจะพิสูจน์ได้ว่าสินไหมทดแทนนั้นผู้เอาประกันภัยได้ใช้ให้แก่ผู้ต้องเสียหายแล้ว”
มาตรา 888 “ถ้าค่าสินไหมทดแทนอันผู้รับประกันภัยได้ใช้ไปโดยคำพิพากษานั้นยังไม่คุ้มค่าวินาศภัยเต็มจำนวนไซร้ ท่านว่าผู้เอาประกันภัยก็ยังคงต้องรับใช้จำนวนที่ยังขาด เว้นไว้แต่บุคคลผู้ต้องเสียหายจะได้ละเลยเสียไม่เรียกตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาสู่คดีด้วยดังกล่าวไว้ในมาตราก่อน”
สัญญาประกันภัยค้ำจุน เป็นสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ตัวอย่างเช่น สัญญาประกันภัยรถยนต์ชั้น 1, 2 หรือ 3 เป็นต้น ที่กำหนดให้บริษัทประกันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมให้กับบุคคลภายนอกแทนเจ้าของรถที่ทำประกันภัยซึ่งเป็นฝ่ายผิด
การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก หากผู้เอาประกันภัยได้ทำความเสียหายต่อชีวิตร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก และมีความรับผิดตามกฎหมายจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายจะเป็นผู้เข้ามารับค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยโดยผลของกฎหมายจากผู้รับประกันภัยโดยตรง ผู้รับประกันภัยก็จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายเท่านั้น จะชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเช่นสัญญาประกันภัยชนิดอื่นไม่ได้ เว้นแต่ผู้รับประกันภัยจะพิสูจน์ได้ว่าเงินค่าสินไหมทดแทนที่ได้ชำระให้ผู้เอาประกันภัยไปนั้น ผู้เอาประกันภัยได้ชำระให้บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายแล้ว ผู้รับประกันภัยจึงจะหลุดพ้นจากความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน
บุคคลเกี่ยวข้องในสัญญาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสัญญาประกันภัย
ความหมายของ “ ผู้รับประกันภัย “คำว่า ” ผู้เอาประกัน “” ผู้รับประโยชน์ “
ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปพพ. มาตรา ๘๖๒ ตามข้อความในลักษณะนี้ คำว่า ” ผู้รับประกันภัย ” ท่านหมายความว่า คู่สัญญา ฝ่ายซึ่ง ตกลง จะใช้ ค่าสินไหมทดแทน หรือ ใช้เงินจำนวนหนึ่งให้
คำว่า “ ผู้เอาประกัน ” ท่านหมายความว่า คู่สัญญา ฝ่ายซึ่ง ตกลง จะส่ง เบี้ยประกันภัย
คำว่า ” ผู้รับประโยชน์ ” ท่านหมายความว่า บุคคลผู้ จะพึงได้รับ ค่าสินไหมทดแทน หรือ รับจำนวนเงินใช้ให้
อนึ่ง ผู้เอาประกันภัย และ ผู้รับประโยชน์นั้น จะเป็นบุคคล คนหนึ่งคนเดียวกัน ก็ได้
สัญญาประกันภัยเป็นสัญญา 2 ฝ่าย และเป็นสัญญาต่างตอบแทน ทั้งนี้เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ เกิดขึ้นได้ด้วยการตกลงของคู่สัญญา แต่ถ้าจะฟ้องร้องให้ศาลบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาประกันภัย ผู้ฟ้องจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของฝ่ายที่ต้องรับผิด ผู้ถูกฟ้อง เป็นสำคัญ ผู้ที่เกี่ยวข้องในสัญญาประกันภัยนั้น
ประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์ มาตรา 862 ได้กำหนดความหมายไว้ คือ
1. ผู้รับประกันภัย (The Insurer) หมายถึง คู่สัญญาฝ่ายที่ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ ซึ่งผู้ที่จะประกอบธุรกิจเป็นผู้รับประกันภัยในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการรับประกันวินาศภัย หรือรับประกันชีวิตได้ จะต้องกระทำในรูปบริษัท จำกัด (ตามบรรพ 3 ลักษณะ 22 หุ้นส่วนและบริษัท หมวด 4 บริษัทจำกัด ตั้งแต่มาตรา 1006 เป็นต้นไป ) และได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(ตามพ.ร.บ. ประกันวินาศภัย และพ.ร.บ. ประกันชีวิต พ.ศ. 2535 มาตรา 6 และมาตรา 7 ) ทั้งนี้จะต้องมีหลักทรัพย์วางไว้กับนายทะเบียนประกันวินาศภัย หรือนายทะเบียนประกันชีวิต ตามมูลค่าที่กำหนดและ จะต้องมีเงินกองทุนตามจำนวนที่กำหนดอีกด้วย ( ตาม พ.ร.บ. ประกันวินาศภัยและ พ.ร.บ. ประกันชีวิต พ.ศ. 2535 มาตรา 19 และมาตรา 20 )เมื่อสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นแล้ว คู่สัญญาย่อมมีสิทธิ และหน้าที่ตามสัญญาซึ่งกันและกัน โดยฝ่ายผู้รับประกันภัยมีสิทธิและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1.1 สิทธิของผู้รับประกันภัย : ได้แก่
- สิทธิให้รับเบี้ยประกันภัย ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 861 และ มาตรา882 วรรคสอง )
- สิทธิขอลดจำนวนค่าสินไหมทดแทน ( ตาม ปพ.พ. มตรา 874 )
- สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 881 )
- สิทธิปฏิเสธความรับผิดตามสัญญา ( ตาม ป.พ.พ. มตรา 879)
- สิทธิเลิกสัญญา ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 876 )
1.2. หน้าที่ของผู้รับประกันภัย : ได้แก่
- หน้าที่ใช้ความระมัดระวัง ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 866)
- หน้าที่ส่งมอบกรมธรรม์ ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 867 วรรคสอง)
- หน้าที่คืนเบี้ยประกันภัย ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 872 มาตรา 873
มาตรา 874 และมาตรา 876 )
- หน้าที่สำรวจความเสียหาย ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 878)
- หน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 877)
2. ผู้เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมายถึง คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัยเป็นการตอบแทน ในการที่ผู้รับประกันภัยตกลงเข้ารับเสี่ยงภัยให้ แต่เนื่องจากการเข้าทำสัญญาประกันภัยเป็นการทำนิติกรรมอย่างหนึ่งดังนั้นผู้ที่จะเป็นผู้เอาประกันภัยได้ จึงต้องมีความสามารถตามกฎหมายในการทำนิติกรรม
นอกจากนี้ผู้เอาประกันภัยจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยนั้นด้วย (ตามป.พ.พ. มาตรา 863) ส่วนนิติบุคคลตามกฎหมาย ก็อาจเป็นผู้เอาประกันภัยได้เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาโดยนัยเดียวกัน สำหรับผู้ส่ง หรือชำระเบี้ยประกันภัยนั้น ผู้เอาประกันภัยอาจจะชำระเอง หรือให้บุคคลอื่นชำระเบี้ยประกันภัยแทนตนก็ได้ ในกรมีที่มีผู้ชำระเบี้ยประกันภัยแทนเช่นนี้ถ้าไม่ได้ตกลงให้ผู้ชำระเบี้ยประกันภัยเป็นผู้”ร่วมเอาประกันภัย” ด้วยผู้ชำระเบี้ยประกันภัย ย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์กับผู้รับประกันภัยและไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนผู้เอาประกันภัย มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยอยู่หลายประการดังต่อไปนี้ คือ
2.1. สิทธิของผู้เอาประกันภัย : ได้แก่
- สิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ตาม ป.พ.พ.มาตรา 877 และมาตรา 890)
- สิทธิในการขอลดจำนวนเงินเอาประกันภัย และลดเบี้ยประกันภัย ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 864 และมาตรา 873 )
- สิทธิในการเลิกสัญญา ( ตาม ป.พ.พ. มาตรา 872 มาตรา876 และมาครา 894)
2.2.หน้าที่ของผู้เอาประกันภัย : ได้แก่
- หน้าที่เปิดเผยข้อเห็จจริง (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865)
- หน้าที่ชำระเบี้ยประกันภัย (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 861)
- หน้าที่ป้องกันรักษาทรัพย์ที่เอาประกันภัย (ตาม ป.พ.พ.มาตรา 223)
- หน้าที่บอกกล่าวเมื่อเกิดวินาศภัย (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 881)
- หน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา
3.ผู้รับประโยชน์ หมายถึงบุคคลผู้จะพึงได้รับค่าสินไหมทดแทน หรือรับจำนวนเงินใช้ให้โดยผู้เอาประกันภัยกำหนดให้เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยที่ได้ทำขึ้น ฉะนั้น ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใดที่ผู้เอาประกันภัย ยกประโยชน์ตามกรมธรรม์นั้นให้ผู้รับประโยชน์ ผู้เอาประกันภัยก็จะไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้รับประกันภัยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้รับประโยชน์โดยแท้จริง ผู้รับประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องในสัญญาประกันภัยเพียงในฐานะที่จะรับคำสินไหมทดแทน หรือรับเงินที่ผู้รับประกันภัยจะใช้ให้เท่านั้น มิใช่สัญญาโดยตรงในสัญญาประกันภัย
ในทางกฎหมายไม่ได้บังคับว่า ผู้รับประโยชน์จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัย หรือวัตถุที่เอาประกันภัยแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้จะเป็นบุคคลใดก็ได้เป็นสิทธิของผู้เอาประกันภัย หรือผู้เอาประกันภัยจะระบุตัวเองให้เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 862 วรรคท้าย ซึ่งกรณีที่ผู้เอาประกันภัยได้ระบุให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับประโยชน์สัญญาประกันภัยที่ทำขึ้นนี้ จึงถือว่าเป็น”สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก”โดยจะต้องนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ถึง มาตรา 376 มาใช้บังดับโดยอนุโลม เมื่อผู้รับประโยชน์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายดังกล่าวครบถ้วนแล้ว สิทธิของผู้รับประโยชน์จึงจะเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ตลอดไป
ผู้รับประโยชน์มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันภัย ดังต่อไปนี้
3.1. สิทธิของผู้รับประโยชน์
- ได้รับค่าสินไหมทดแทน หรือจำนวนเงินใช้ให้ตามสัญญาประกันภัย (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 862)
- สิทธิในการที่จะไม่ถูกเปลี่ยนตัว เมื่อเกิดสิทธิตามกฎหมายแล้ว (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 มาตรา 375 มาตรา 376 และมาตรา 891)
3.2. หน้าที่ของผู้รับประโยชน์
- หน้าที่ระมัดระวังมิให้วินาศภัยเกิดขึ้น เนื่องจากความทุจริตหรือความประมาทเดินเล่ออย่างร้ายแรงของตน (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 879)
- หน้าที่การบอกกล่าวการเกิดวินาศภัยให้ผู้รับประกันภัยทราบโดยไม่ชักช้า
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 881 ถ้าความวินาศเกิดขึ้นเพราะภัยมีขึ้นดังผู้รับประกันภัยตกลงประกันภัยไว้ไซร้ เมื่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ทราบความวินาศนั้นแล้ว ต้องบอกกล่าวแก่ผู้รับประกันภัยโดยไม่ชักช้า
ถ้ามิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อน ผู้รับประกันภัยอาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้นได้ เว้นแต่อีกฝ่ายหนึ่งจะพิสูจน์ได้ว่าไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้
หมายเหตุ : ถ้าผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้ถึงแก่ความตายก่อนผู้เอาประกันภัย ก็จะต้องดูว่าได้มีการแสดงเจตนาจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยแล้วหรือไม่ หากได้มีการแสคงเจตนาจะถือเอาประโยชน์ไว้แล้วสิทธิของผู้รับประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนา และย่อมตกทอดไปยังทายาทของผู้รับประโยชน์โดยเป็นมรดกแต่ถ้ายังมิได้มีการแสดงเจตนา จะถือเอาประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยสิทธิของผู้รับประโยชน์นั้นก็ยังมิได้เกิดขึ้นและไม่อาจตกทอดเป็นทรัพย์มรดกไปยัง ทายาทของผู้รับประโยชน์ ในกรมีเช่นนี้ผู้เอาประกันภัยก็จะคงมีสิทธิเป็นผู้รับเงินค่าสินไหมทดแทน หรือเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทของตน ในกรมีที่ผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตาย
สรุป
หลังจากที่อ่านเนื้อหาจากบทความข้างต้นและทำความเข้าใจตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสัญญาประกันภัย ความหมายของคำว่า เรียบร้อยแล้ว มาทดลองทำข้อสอบ พร้อมเฉลย กันเลยค่ะ
แบบทดสอบ พร้อมเฉลย ชุดละ 40 ข้อ
ชุดที่ 1 https://forms.gle/mefpQQKDdXB1UJwT6
ชุดที่ 2 https://forms.gle/46d1QtNXuTYEcg9u8
แบบทดสอบมีเสียง ชุดละ 20 ข้อ
ชุดที่ 1. https://forms.office.com/r/xD5rNk8BRy
ชุดที่ 2. https://forms.office.com/r/RTgsGSRwfa
ชุดที่ 3. https://forms.office.com/r/YWiL5TPC09
ชุดที่ 4. https://forms.office.com/r/J8SLpuStTS
ข้อสอบ ประมวล กฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ประกันวินาศภัย
แบบทดสอบออนไลน์ หมวดอื่น ๆ
คำถามที่พบบ่อย : FAQ
มาตรา 882 ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันวินาศภัย
ในการเรียกให้ใช้หรือให้คืนเบี้ยประกันภัย ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสองปีนับแต่วันซึ่งสิทธิจะเรียกให้ใช้หรือคืนเบี้ยประกันภัยถึงกำหนด
กรณีผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียในรถที่ทำประกันภัยหลังจากออกกรมธรรม์แล้ว กรมธรรม์ย่อมไม่คุ้มครอง เนื่องจาก ปพพ. มาตรา 863 ระบุว่า "อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุเอาประกันภัยไว้ไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด" ซึ่งหมายความว่า ในวันที่ทำสัญญา หากไม่มีส่วนได้เสียแล้ว ความไม่ผูกพันเกิดขึ้นทันที การมีส่วนได้เสียภายหลัง ก็หาทำให้ความไม่ผูกพันกลับกลายเป็นผูกพันไม่ แต่หากในขณะทำสัญญานั้น มีเหตุส่วนได้เสียอันจะเกิดในอนาคตที่แน่นอนแล้ว สามารถทำประกันภัยได้ และย่อมผู้พัน
ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ
ㆍอนุญาโตตุลาการ คือ ผู้พิจาณาชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เอาประกันภัยและ/หรือผู้เสียหายกับผู้รับประกันภัย
ㆍตัวแทนประกันวินาศภัย คือ ผู้ซึ่งบริษัทประกันภัยมอบหมายให้ทำการชักชวนบุคคลทำสัญญาประกันภัย
ㆍ นายหน้าประกันวินาศภัย คือ ผู้ที่ช่องหรือจัดการให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย


